Latest posts

  • คำว่า “ดังนั้น” ใช้ในงานวิจัยยังไงให้ถูก

    1. คำว่า “ดังนั้น” คำว่า ดังนั้น เป็นคำที่ทำหน้าที่เชื่อมข้อความหรือประโยค 2 ประโยค ให้ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน ดังนั้น หมายถึง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วปรากฏระหว่างประโยค 2 ประโยค ซึ่งประโยคแรกมีเนื้อความแสดงสาเหตุ ส่วนประโยคหลังมีเนื้อความแสดงผลที่เกิดจากสาเหตุนั้น เวลาพูดหรือเขียนมักมีการหยุดเว้นวรรคระหว่างประโยคแรกกับคำว่า ดังนั้น (ราชบัณฑิตยสภา, 2554) เป็นคำสันธาน หมายถึง คำที่ใช้เชื่อมคำหรือข้อความให้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน ประโยคจะมีความกระชับ และสละสลวยขึ้น เช่น คำว่า และ แล้ว จึง แต่ หรือ เพราะ เหตุเพราะ เป็นต้น 2. หลักการใช้คำว่า “ดังนั้น” ในงานวิจัย หลักภาษาไทยได้แบ่งคำสันธานออกเป็น 4 ชนิด คือ 1. คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน 2. คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน 3. คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก และคำว่า “ดังนั้น” เป็นคำสันธานชนิดที่ 4  ซึ่งคำสันธานชนิดนี้มีหน้าที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล เมื่อนำไปใช้จะทำให้ข้อความดูสละสลวยมากยิ่งขึ้น การใช้คำว่า “ดังนั้น”

    Read more

  • หาที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ขั้นเทพ

    การศึกษาทำวิจัย ป.โท หรือทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ป.เอก ควรมีการวางแผนที่ชัดเจนก่อนที่จะทำการศึกษาทำวิจัย เพื่อลดปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัย ซึ่งบางครั้งการทำวิจัยก็ไม่ได้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้ อาจมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อคอยให้คำแนะนำเมื่อนักศึกษามีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้นจากกระบวนการศึกษาค้นคว้าการทำวิจัยของนักศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในรูปแบบงานวิจัยหรือดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) โดยการทำงานวิจัย ทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) นักศึกษาควรเลือกศึกษาค้นคว้าเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ภายใต้การควบคุมดูแลจากอาจารย์ที่ปรึกษา กรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มต้นการสอบ Defense หรือ QE จบหลักสูตร เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำการดำเนินงานวิจัยแต่ละกระบวนการให้สามารถดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม เปรียบเสมือนไฟนำทางที่จะสามารถถ่ายทอดความรู้และคำตอบต่อประเด็นปัญหาที่ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เพื่อให้การเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา หรือการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)ที่เหมาะสมจะช่วยให้กระบวนการทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)ของนักศึกษามีความราบรื่นยิ่งขึ้นได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ซึ่งการเลือกอาจารย์ควบคุมดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)แต่ละสถาบันอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันในบางประเด็น เพราะในกระบวนการอนุมัติการทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ป.โท และการทำดุษฎีนิพนธ์ ป.เอก อาจารย์ที่ปรึกษามีสิทธิ์ตัดสินอนุมัติหรือไม่อนุมัติผลสอบดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ดังนั้น การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)เป็นผู้ใหญ่ใจดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ลักษณะสำคัญที่สุดของอาจารย์ควบคุมดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) คือรู้ขั้นตอนการทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) มีเวลาให้นักศึกษา จริงใจต่อนักศึกษาและมีความรู้ความสามารถ รวมถึงด้านบุคลิกภาพ มีระดับอีโก้ไม่สูงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ท่านมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)มีคุณภาพและนักศึกษาจำเป็นที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้

    Read more

  • การทำวิทยานิพนธ์ในยุคโควิด

    การทำวิทยานิพนธ์ในยุคโควิดนั้น มีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมส่วนบุคคล โดยเฉพาะอาจารย์เองก็ยังไม่มีความคุ้นชินกับโปรแกรมต่าง ๆ ในการสอนออนไลน์ ผู้ทำวิจัยไม่มีอุปกรณ์ รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่ค่อยดีนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนอย่างจริงจังว่า จะสนับสนุนคุณอาจารย์อย่างไร ต้องประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน เป้าหมายที่แท้จริงของการวิจัย คือ การพัฒนาการทำวิทยานิพนธ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การถกเถียง การมีปฏิสัมพันธ์กัน ถึงแม้ว่าการทำวิทยานิพนธ์จะมีข้อจำกัด และอุปสรรคบ้างแต่ “ วิกฤตในครั้งนี้ทำให้สถาบันวิจัย นักวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษามีการปรับตัวให้ชินกับการทำวิทยานิพนธ์ ”  แต่ก็ไม่ใช่ทุกวิชา หรือทุกคณะจะเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ได้ทั้งหมด เพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม และประสิทธิภาพของการสอน ที่สำคัญที่สุด คือ “ทำห้องทดลองทำวิจัยออนไลน์” ยังไงเพื่อทดแทน “ห้องทดลองทำวิจัยออฟไลน์” หรือห้องทดลองทำวิจัยจริง ๆ ให้ได้ส่วนสำคัญที่สุด คือ “ปฏิสัมพันธ์” google-site-verification: googlea2af6bd408fddeec.html การทำวิทยานิพนธ์ในยุคโควิดนั้น มีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมส่วนบุคคล โดยเฉพาะอาจารย์เองก็ยังไม่มีความคุ้นชินกับโปรแกรมต่าง ๆ ในการสอนออนไลน์ ผู้ทำวิจัยไม่มีอุปกรณ์ รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่ค่อยดีนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนอย่างจริงจังว่า จะสนับสนุนคุณอาจารย์อย่างไร ต้องประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน เป้าหมายที่แท้จริงของการวิจัย คือ การพัฒนาการทำวิทยานิพนธ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การถกเถียง การมีปฏิสัมพันธ์กัน

    Read more

  • จะรู้ได้ไงว่า แบบสอบถามที่ใช้คุณภาพดี

    การออกแบบหรือสร้างแบบสอบถามขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลเชิงปริมาณในเรื่องที่ต้องการหาคำตอบ หรือต้องการรู้ด้วยข้อคำถามเป็นชุด ๆ จำนวนหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดพฤติกรรมภายในของบุคคลเกี่ยวกับความรู้สึก ทัศนคติ เจนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ พฤติกรรม ความสนใจ คุณลักษณะ ลักษณะประชากร เป็นต้น ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยให้ตัวแทนประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตอบข้อมูล เพื่อใช้ศึกษาหาข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยทุกข้อคำถามจะต้องยึดหลักการตามแนวคิดทฤษฎีมีความสอดคล้องและตรงตามประเด็นที่ต้องการวัดผล  ดังนั้น การสร้างแบบสอบถามที่ดี หรือการออกแบบมาตรวัดที่เหมาะสมถูกต้องนั้น จะต้องหาความตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ค่าความตรง (Validity) ของเครื่องมือที่เป็นแบบสอบถาม เพื่อให้สามารถนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามที่ต้องการ หรือตรงวัตถุประสงค์แต่มิใช่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างหนึ่งแล้วได้สิ่งอื่นมาแทน เช่น ถ้าสร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับความผูกพันธ์องค์กร แต่เมื่อสร้างแบบสอบถามแล้วกับเป็นการสรšางแบบสอบถามทัศนคติต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งในงานวิจัยที่ใช้แบบสอบถามถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นมีวิธีการหาค่าความตรงที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท (Kittipong Pipitkun, 2018) ได้แก่ 1. ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จะสามารถดำเนินการได้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือในสาขานั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาว่าเครื่องมือหรือแบบสอบถามนั้น มีความสอดคล้องกับโครงสร้างตรงกับประเด็นที่ต้องการจะประเมินหรือไม่ และจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญขั้นต่ำอย่างน้อยจำนวน 3 คน และนำคะแนนจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญไปทำการคำนวณ เพื่อหาค่าดัชนีของความสอดคล้อง

    Read more

  • การทบทวนวรรณกรรม เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    1. การทบทวนวรรณกรรม การทบทวนวรรณกรรมเป็นการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี Journal  วิทยานิพนธ์ หนังสือ ตำรา thesis research เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบความข้อมูลแล้วนำมาสรุปสังเคราะห์และเรียบเรียงผลงานวิจัย หรือการทำวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับองค์ความรู้การทำวิจัย หรือการทำวิทยานิพนธ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี Journal  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจในหัวข้อที่การทำวิจัยหรือการทำวิทยานิพนธ์มากขึ้น รวมถึงผลการศึกษาวิจัยหรือการทำวิทยานิพนธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เฉพาะสาขาวิชาเหล่านั้นเคยทำการศึกษาวิจัยไว้ก่อนแล้วจะไม่เป็นประโยชน์  2. ชื่อเรื่องต้องไม่ซ้ำใคร หากทำการศึกษาวิจัยหรือการทำวิทยานิพนธ์ ในสิ่งที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่แล้วถึงผลของการวิจัย หรือการทำวิทยานิพนธ์นั้นๆ ซึ่งแก่นแท้ของการทำวิจัยหรือการทำวิทยานิพนธ์คือ การค้นคว้าหาคำตอบของคำถามที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบ โดยเฉพาะผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกจำเป็นจะต้องทำการทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี Journal เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อตรวจสอบหัวข้อว่าการวิจัยที่ยังไม่มีนักวิชาการคนใดเคยทำมาก่อน อีกทั้งต้องอธิบายว่าสาขาความรู้นั้นๆ จะได้ประโยชน์อย่างไรจากผลวิจัย หรือการทำวิทยานิพนธ์ดังกล่าวอย่างไรบ้าง และสิ่งสำคัญและถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนามากคือจำนวนงานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความ โดยเฉพาะ Journal  ต่างประเทศที่ต้องทำการรวบรวมและสังเคราะห์เป็นจำนวนมาก อาจเรียกว่ามหาศาลจนตกผลึก 3. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ตามหลักวิชาการแล้ว ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือ Literature Review คือการค้นหา สรุปย่อ และวิเคราะห์ผลการวิจัยในการทำวิทยานิพนธ์ของนักวิชาการท่านอ่านที่เคยได้ทำการศึกษาวิจัยและถูกตีพิมพ์ในหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ โดยจะต้องให้ความสำคัญและสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี Journal  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการกำหนดปัญหาการวิจัย การกำหนดขอบเขตการวิจัย ของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน

    Read more

  • วิธีการแบ่ง ประเภทงานวิจัย

    1. แบ่งประเภทงานวิจัยตามคุณลักษณะของงานวิจัย ประเภทของงานวิจัยสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทตามคุณลักษณะของงานวิจัย การจัดประเภทเป็นไปตามการจัดจำแนกตามเกณฑ์ต่าง ๆ โดยพิจารณาจากประโยชน์ หรือความต้องการที่จะได้รับจากการวิจัยแบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย การวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research) เป็นการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการวิจัยเพื่อหาทฤษฎี สูตร หรือสร้างกฎ เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องต่อ ๆ ไป การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลไปทดลอง ใช้แก้ไขปัญหาอื่น ๆ เช่น การวิจัยทางแพทย์ และการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action Research) เป็นการวิจัยประยุกต์ในลักษณะ หนึ่งที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นแต่ละเรื่อง โดยขอบเขตของปัญหานั้นไม่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ อื่น ๆ ได้ 2. แบ่งประเภทงานวิจัยตามลักษณะข้อมูล ประเภทของงานวิจัยเมื่อพิจารณาจากลักษณะของข้อมูล ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการใช้ข้อมูลทางคณิตศาสตร์และสถิติ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Wualitative Research) เป็นการใช้ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ และไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์

    Read more

  • การวิจัย คืออะไร ตามแนวคิดนักวิชาการ

    1. การวิจัย คืออะไร ตามแนวคิดของ จุมพล สวัสดิยากร (2520) การวิจัย (research)  หมายถึง การศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ หรือการทดลองอย่างมีระบบ โดยอาศัยอุปกรณ์หรือวิธีการวิจัย เพื่อค้นหาให้พบข้อเท็จจริงหรือหลักการไปใช้ในการตั้งกฎ ทฤษฎี หรือแนวทางในการปฏิบัติ มีลักษณะงานงานที่เป็นเพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการวิจัย เช่น การสำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การทำรายงานหรือเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือกิจกรรมสนับสนุนการวิจัย เช่น การฝึกอบรมนักวิจัย การให้เงินอุดหนุนการวิจัย ฯลฯ เหล่านี้ไม่นับเป็นการวิจัยตามนิยามข้างต้น และสามารถแบ่งการวิจัยตามกลุ่มสาขาวิชาการออกเป็น 2 ด้าน คือการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การสำรวจ วิเคราะห์ ทดลองอย่างมีระบบและเป็นขั้นตอนด้วยอุปกรณ์หรือวิธีพิเศษ เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ตลอดจนสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความรู้ หรือประสบการณ์ เพื่อเสนอความรู้ใหม่ นวัตกรรมและความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์ หมายถึง การศึกษาค้นคว้าหาความจริงด้วยระบบและวิธีการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ พฤติกรรม ปรากฏการณ์หรือปฏิกิริยา ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และสังคม เพื่อให้ทราบถึงความรู้และความจริงที่จะนำมาแก้ไขปัญหาของสังคมหรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ นวัตกรรมและความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ 2. การวิจัย คืออะไร ตามแนวคิดของ ดร. วรัทยา

    Read more

  • การหาค่าเฉลี่ยด้วยเครื่องมือต่าง ๆ

    ค่าเฉลี่ยในภาษาอังกฤษ คือ mean เป็นค่ากลางทางสถิติมีวิธีพื้นฐานง่าย ๆ ในการคำนวณหาค่าเฉลี่ยโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ มาช่วย ซึ่งมีสูตรทางคณิตศาสตร์หรือหลักการตังต่อไปนี้  ค่าเฉลี่ย = ข้อมูลทั้งหมด/จำนวนของข้อมูล วิธีดังกล่าวเป็นการหาค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้กันมาที่สุด เพราะยังมีการหาค่าเฉลี่ยในหลายรูปแบบทางสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบถ่วงน้ำหนัก เป็นต้น ดังนั้น เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นและตรงกัน จึงสมมติข้อมูลต่อไปนี้เป็นตัวอย่างในการหาค่าเฉลี่ย โดยสมมติให้ว่าเราอยากรู้ว่าครอบครัวของเรามีความสูงเฉลี่ยเท่าไหร่ โดยที่พ่อมีความสูง 185 cm แม่มีความสูง 170 cm พี่ชายมีความสูง 173 cm และตัวเรามีความสูง 167 cm เริ่มต้นควรจัดข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจการคำนวณหาค่าเฉลี่ยจากข้อมูลตัวอย่างได้อย่างละเอียดถูกต้อง  ค่าเฉลี่ย = ข้อมูลทั้งหมด/จำนวนของข้อมูล 1. วิธีหาค่าเฉลี่ยแบบสมัยประถม วิธีดังกล่าวเป็นการหาค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้กันมาที่สุด เพราะยังมีการหาค่าเฉลี่ยในหลายรูปแบบทางสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบถ่วงน้ำหนัก เป็นต้น ดังนั้น เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นและตรงกัน จึงสมมติข้อมูลต่อไปนี้เป็นตัวอย่างในการหาค่าเฉลี่ย โดยสมมติให้ว่าเราอยากรู้ว่าครอบครัวของเรามีความสูงเฉลี่ยเท่าไหร่ โดยที่พ่อมีความสูง 185 cm แม่มีความสูง 170 cm พี่ชายมีความสูง 173 cm และตัวเรามีความสูง 167 cm เริ่มต้นควรจัดข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจการคำนวณหาค่าเฉลี่ยจากข้อมูลตัวอย่างได้อย่างละเอียดถูกต้อง คนที่ 1

    Read more

  • สอบ Defense QE

    Defense VS QE การสอบเค้าโครงวิจัย (Defense Thesis) หรือสอบ QE  เป็นช่วงเวลาที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อสอบเค้าโครงวิจัยและการสอบปากเปล่าวิจัย (Oral Thesis) หรือสอบ QE  หลายท่านอาจให้ความเห็นว่าขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการที่ยากกว่าขั้นตอนอื่นเพราะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยของผู้ทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งจะหลายท่านบอกว่านี่คือการตัดสินว่า ผ่านหรือไม่? “ผู้วิจัยเป็นผู้รู้ที่สุด” ซึ่งถ้า ผู้ทำวิทยานิพนธ์ หรือผู้รับทำวิจัยทำด้วยตนเอง ก็ไม่น่าจะมีอะไรหนักใจเท่าไร เพราะการสอบเค้าโครงวิจัย (Defense Thesis) หรือสอบ QE  และการสอบปากเปล่าวิจัย (Oral Thesis) หรือสอบ QE  เหมือนกับการทบทวนสิ่งที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ หรือผู้รับทำวิจัยได้เขียนและลงมือ ทำด้วยตนเอง วันนี้เรามี 6 เทคนิค เตรียมสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ (Defense Thesis) หรือสอบ QE  1. วิพากษณ์ ผู้รับทำวิจัยต้องเตรียมใจในการแก้ไขงานอีกครั้ง โดยยึดคำวิพากษ์และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบเค้าโครงวิจัย (Defense Thesis) หรือสอบ QE  ถ้าผู้ทำวิทยานิพนธ์หรือผู้รับทำวิจัยเข้าใจเอาใจใส่มาตลอด ก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าโครงวิจัยที่ส่งในครั้งนี้เป็นเล่มเค้าโครงวิจัยที่สมบูรณ์เลยจะต้องปรับแก้อีกครั้ง 2. มาก่อน ผู้รับทำวิจัยควรมาถึงห้องสอบล่วงหน้า หรือผู้รับทำวิจัยควรมาถึงห้องสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาที และตรวจดูความเรียบร้อย เช่น เครื่องดื่มหรืออาหารว่างมีหรือไม่ดูสภาพห้องสอบว่าที่นั่งของตนและที่นั่งของคณะกรรมการอยู่ตรงไหน ผู้ทำวิทยานิพนธ์ หรือผู้รับทำวิจัยควรใช้เวลาช่วงนี้ติดตั้งอุปกรณ์ประกอบการนำเสนอข้อมูล 3. note ผู้รับทำวิจัยควรทำสรุปสาระสำคัญลงในกระดาษแผ่นเดียว หรือผู้รับทำวิจัยควรทำสรุปสาระสำคัญ ลงในกระดาษแผ่นเดียว ให้ครอบคลุมสาระสำคัญของการวิจัยทั้งหมด อาจใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping) หรือสอบ QE

    Read more

  • ทำวิทยานิพนธ์ผ่านง่ายเพียง 10 ขั้นตอน

    ขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ 10 ขั้นตอน ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าทุกขั้นตอนในการทำวิทยานิพนธ์เปรียบเหมือนบันได โดยเฉพาะบันไดขั้นแรกที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพราะทุกขั้นตอนจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้เด็ดขาด ทุกขั้นตอนมีความสำคัญทำงานสอดประสานกันอย่างถูกต้อง ดังนั้น THESIS DD จึงให้ความสำคัญและนำกระบวนการมาตรฐานเหล่านี้ไปให้บริการวิทยานิพนธ์แบบครบวงจร เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพถูกต้องตามหลักวิชาการจนสิ้นสุดกระบวนการแตกต่างจากเว็บรับทำวิทยานิพนธ์ในตลาดทั่วไป ซึ่งมี 10 ขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด วิทยานิพนธ์จะมีคุณภาพออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการทบทวนวรรณกรรมและการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งผู้ทำวิทยานิพนธ์ต้องศึกษาวิเคราะห์ วิจารณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วน จึงจะเกิดประโยชน์ การศึกษาเชิงวิเคราะห์วิจารณ์แตกต่างกับการศึกษา เพื่อเอาใจความธรรมดา อีกทั้งยังต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ฉะนั้น จึงผู้ทำวิทยานิพนธ์มีความจำเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดทักษะในการศึกษาเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ การศึกษาเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ได้เนื้อความจริง ๆ ทุกขั้นตอน มิใช่ศึกษาเพียงเพื่อรู้ผลจากวรรณกรรมและการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์ที่มาที่ไป รายละเอียดทุกขั้นตอนของเรื่องที่ศึกษา จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการศึกษาเชิงวิเคราะห์ ทบทวน กลับไปกลับมาหลายครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องที่กำลังศึกษา โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นเนื้อเรื่องซึ่งมีนักวิจัยเขียนไว้หลายท่าน ผู้ทำวิทยานิพนธ์ยิ่งต้องพยายามศึกษา – คิด-วิเคราะห์งานวิจัยของนักวิจัยแต่ละท่านนับเป็นขั้นตอนแรกของการศึกษาทบทวน จากนั้นจึงนำสรุปผลที่ได้มาวิเคราะห์หาข้อสรุปให้ด้วยตัวผู้ทำวิทยานิพนธ์ ในแต่ละตัวแปรที่ทำให้ผู้ทำวิทยานิพนธ์ต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อนำแนวคิดมาประยุกต์สอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิจัยท่านใดท่านหนึ่งหรือหลายท่านก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลและวัตถุประสงค์ของการทำวิทยานิพนธ์ มาสรุปเป็นแนวทางสำหรับการกำหนดตัวแปรการทำวิทยานิพนธ์สำหรับผู้ทำวิทยานิพนธ์เอง โดยจะเป็นการประยุกต์แนวคิด เพราะการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ดี จะช่วยให้ผู้ทำวิทยานิพนธ์ได้แนวคิดครบทุกขั้นตอนของการทำวิทยานิพนธ์ เริ่มตั้งแต่หัวข้อการทำวิทยานิพนธ์ ปัญหาหรือคำถามของการทำวิทยานิพนธ์ วัตถุประสงค์ของการทำวิทยานิพนธ์ กรอบแนวคิดของการทำวิทยานิพนธ์ ระเบียบวิธีการทำวิทยานิพนธ์

    Read more