Latest posts
-
Quantitative Research (การวิจัยเชิงปริมาณ)
“Quantitative” = “เชิงปริมาณ” “Quantitative” หมายถึงเชิงปริมาณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวัดค่า การวัดจำนวน หรือข้อมูลที่สามารถแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ ซึ่งข้อมูลเชิงปริมาณนั้น มักนิยมใช้ในการวิเคราะห์และการวิจัยที่ต้องการข้อมูลที่สามารถวัดและเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างของข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น ความสูงของคนในหน่วยเซนติเมตร น้ำหนักของผลไม้ในหน่วยกรัม จำนวนประชากรในเมืองหนึ่ง คะแนนสอบของนักเรียน เป็นต้น ดังนั้น การวิจัยเชิงปริมาณมักจะนิยมใช้เครื่องมือทางสถิติ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน ฯลฯ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นกระบวนการวิจัยที่ใช้วิธีการ และเทคนิคทางสถิติในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลข เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถสรุปและนำเสนอได้ในรูปแบบเชิงตัวเลข ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถสรุปแนวโน้ม ความสัมพันธ์ อิทธิพล และแบบแผนต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผลและแม่นยำ โดยผ่านขั้นตอนตามหลักของการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งประกอบด้วย กำหนดปัญหาวิจัย เพื่อระบุปัญหาหรือคำถามวิจัยที่ต้องการศึกษา การทบทวนวรรณกรรม เป็นการสำรวจงานวิจัยหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัย การออกแบบวิจัย เป็นการวางแผนการวิจัยในแต่ละขั้นตอนว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร เช่น การสำรวจ การทดลอง การสังเกต ฯลฯ การเก็บรวบรวมข้อมูล
-
Checklist การเตรียมการดำเนินงานวิจัยแบบมืออาชีพ
เช็คลิสความพร้อมการดำเนินงานวิจัยแบบมืออาชีพ
-
การพัฒนาความรู้ใหม่ ด้วยกระบวนการวิจัย
การพัฒนาความรู้ใหม่เป็นกระบวนการที่สำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในทุกสาขาวิชา การพัฒนาความรู้ใหม่สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้: การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical Research) เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการวิจัย คือการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งเป็นการศึกษาและวิจารณ์งานวิจัยที่มีอยู่แล้ว เพื่อหาข้อบกพร่องหรือจุดที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ (Research Gap) เป็นการสร้างทฤษฎีใหม่ ด้วยการเสนอแนวคิดหรือกรอบทฤษฎีใหม่ที่อธิบายปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมที่ยังไม่มีทฤษฎีเดิมอธิบายได้ นอกจากนี้ การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เป็นกระบวนการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยหรือประเด็นที่สนใจ ซึ่งประกอบไปด้วยการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ จุดมุ่งหมายของการทบทวนวรรณกรรมคือเพื่อให้เข้าใจแนวคิด ทฤษฎี วิธีการวิจัย และผลลัพธ์ที่มีการศึกษาไว้แล้ว และเพื่อนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนางานวิจัยใหม่ ประกอบด้วย การค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นการค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลวิชาการ หนังสือ บทความวิจัย และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย การคัดเลือกเอกสาร เป็นการเลือกเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องและมีคุณภาพดี เพื่อใช้ในการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นการอ่านและวิเคราะห์เนื้อหาของเอกสารที่เลือกมา เพื่อสรุปประเด็นสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัย การสังเคราะห์ข้อมูล เป็นการรวมรวมข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างภาพรวมของความรู้ในหัวข้อวิจัยนั้นๆ และการเขียนรายงานการทบทวนวรรณกรรม เป็นการเขียนสรุปผลการทบทวนวรรณกรรมในรูปแบบที่เป็นระบบและมีความชัดเจน ดังนั้น การทบทวนวรรณกรรมเป็นส่วนสำคัญของการทำวิจัย เพราะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจสถานะปัจจุบันของความรู้ในด้านนั้นๆ และสามารถกำหนดทิศทางการวิจัยต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental
-
วางแผนทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก
การวางแผนทำวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาเอกที่ดีควรมีแผน กระบวนการ กลยุทธ์ ส่วนประกอบ วิธีวิจัย และการดำเนินการทีดี
-
ขั้นตอนการทำวิจัย
ขั้นตอนการทำวิจัยที่ดีต้องเป็นไปตามมาตรฐานการวิจัยระดับสากล
-
อาจารย์ที่ปรึกษา
หากท่านกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทางมหาวิทยาลัยที่ท่านศึกษา จะจัดหาอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักให้ โดยกระจายอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไปในสาขาวิชาต่าง ๆ สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ส่วนนักศึกษาระดับปริญญาเอกอาจมีขั้นตอนที่แตกต่างกับ ป.โท ในการได้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอความสำคัญและปัญหาเกี่ยวกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ บัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ย่อมต้องมีคุณลักษณะเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบสูง ขยัน และมีเงินก็อาจจบการศึกษาได้แบบสบาย แต่ไม่ได้ง่ายแบบนั้นทั้งหมด ซึ่งเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้หลายท่านอาจยังไม่รู้นักศึกษาหลายท่านคิดว่าเป็นเรื่องเล็กไม่สลักสำคัญอะไร ดังนั้น หากตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์ให้ผ่าน ส่วนใหญ่ต้องตอบว่ามีความรู้ เป็นคนฉลาด เก่งกาจด้านวิชาการ เป็นบุคคลที่มีทักษะ ประสบการณ์ ความมุ่งมั่น และอีกมากมายหลายสมรรถนะ เป็นคำตอบที่แตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์และความคิดเห็นที่เคยผ่านมา นักศึกษาจะเริ่มพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เริ่มตั้งแต่ นักศึกษาจะต้องนำเสนอเค้าโครง (Proposal) ซึ่งอาจารย์บางท่านก็ไม่ต้องไม่ได้ให้นักศึกษาทำเค้าโครงหรือ Proposal งานวิจัยมาส่งแต่อาจให้นักศึกษาบอกชื่อเรื่องปากเปล่าแค่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์แต่ก็ต้องตกลงกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และให้ท่านอนุมัติชื่อเรื่องก่อนทำอย่างอื่น เพื่อป้องกันปัญหาเปลี่ยนชื่อเรื่องที่อาจเกิดขั้นในอนาคต รวมถึงป้องกันชื่อเรื่องซ้ำกับเพื่อน สมมุติว่าท่านเก่งมาก รอบรู้ และเข้าใจปัญหาของการทำวิทยานิพนธ์ทุกซอกทุกมุม รู้ว่าจะแก้ปัญหางานวิทยานิพนธ์ที่ท่านกำลังศึกษาวิทยานิพนธ์ได้เป็นอย่างดี หรือท่านอาจจะเขียนเนื้อหาในแต่ละบทไปตามแนวทางและความคิดหรือทำตามตัวอย่างของรุ่นพี่ ของเพื่อนที่ผ่านแล้ว หรือจากงานวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องก็ดี เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องส่งงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจ ท่านก็จะได้ผลตอบกลับมาจากอาจารย์ที่แตกต่างกันออกไป ท่านอาจมีแก้บ้างเล็กน้อย บางท่านเก่งมากไม่ต้องแก้เลย หรือบางท่านโดนแก้เพียบทั้งที่เนื้อหาก็ไม่ได้ผิดอะไร หรือเพิ่มเติมเนื้อหารวมถึงระยะเวลาการตรวจที่ใช้เวลานาน 2-3 วัน หรืออาจนาน
-
วิธีคลายความเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ หรืองานวิจัย
วิธีการคลายเครียด จากการทำงานวิจัย เหนื่อยนักก็พักซักหน่อย
-
ทำงานวิจัย ไปให้ถึงดวงดาว
การทำงานวิจัยให้สำเร็จนั้น ต้องอาศัยปัจจัยมากมายหลายปัจจัย หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเก่งจริง ท่านจึงจะไปถึงดวงดาวได้ดังที่ตั้งใจ หากปรึกษาผู้อ้างตนว่าเชี่ยวชาญ หรือเก่งแบบงูๆ ปลาๆ ท่านก็อาจไปไม่ถึงดวงดาว การทำงานวิจัย หรือการเรียนระดับ ป.โท ป.เอก ก็ล้มลงไม่เป็นท่า เรียนไม่จบ งบบานปลาย อายเพื่อนร่วมรุ่นแน่นอนและอีกหลายปัญหา เลือกที่ปรึกษางานวิจัยให้ดี ที่ปรึกษางานวิจัย (Research Consultant) คือ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทที่รับจ้างให้คำปรึกษาด้านการทำวิจัย ทำวิทยานิพนธ์ แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาด้วยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ความรู้ ทำหน้าที่ช่วยเหลือนักศึกษาให้สามารถแก้ปัญหาหรือมองหาโอกาสที่ดีด้านการศึกษาต่อไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ที่ปรึกษางานวิจัยยังให้คำปรึกษาด้านการจัดการต่าง ๆ เช่น การค้นหาข้อมูล เงินและการจัดทำวิทยานิพนธ์ทุกรูปแบบตั้งแต่ต้นจนจบ และอื่น ๆ ที่นักศึกษาต้องการ เพื่อช่วยให้ท่านปรับปรุงประสิทธิภาพการทำวิจัยได้ดียิ่งขึ้น สามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาได้ง่ายยิ่งขึ้น เปรียบเทียบคุณภาพ มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจเข้าใจแต่หลายท่านอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนผู้เขียนขอนำเสนอตัวอย่างเปรียบเทียบมีโจทย์ร่วมกันคือ การไปเที่ยวประเทศทางยุโรปกับครอบครัว 7 วัน เพิ่งจะไปประเทศนี้เป็นครั้งแรก แบบแรกท่านไม่ได้วางแผนจะการเดินทางไว้ว่าจะไปไหน เที่ยวที่ไหน กินอะไร พักโรงแรมไหน เมื่อท่านเดินทางไปถึงไม่ได้จองรถ ไม่รู้โรงแรมอยู่ไหนกว่าจะไปกว่าจะมาเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ไปเที่ยวสถานที่ปิด หรือที่พักไกลกับที่เที่ยว ไปผิดๆ
-
ทุนการศึกษาเรียนปริญาโท-เอก ไทยและต่างประเทศ
https://cms.thesisdd.com/ทุนการศึกษาไทยกับต่างประเทศ มีเวลาในการเรียน และความแตกต่างระหว่างการศึกษาไทยกับต่างประเทศ เรื่องเวลาเรียนในแต่ละวัน เวลาของแต่ละประเทศจะไม่เท่ากันอยู่แล้ว เนื่องจากเวลาโลกอีกทวีปนึง (กรณีทางยุโรป) แต่ ถ้าพูดถึงระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนของแต่ละวัน ทุนการศึกษาของประเทศไทยใช้เวลาใน 1 วัน เฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงในการเรียน แต่การศึกษาของต่างประเทศใช้ในการเรียนเฉลี่ยเพียงวันละ 3-5 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งสรุปได้เลยว่า การศึกษาของประเทศไทยในแต่ละวันใช้เวลามากกว่า การศึกษาของต่างประเทศ รวมถึงการแต่งกาย เพื่อการไปเรียน และความแตกต่างระหว่างการศึกษาไทยกับต่างประเทศ เรื่องการแต่งกายการศึกษาของประเทศไทย ในระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลาย มีกฎเกณฑ์บังคับ ให้แต่เครื่องแบบนักเรียนให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง และ ตามกฎของโรงเรียน ไม่อนุญาตให้แต่งกายในชุดไปรเวท แต่ทุนการศึกษาในต่างประเทศบางโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียน นักศึกษา แต่งกายไปเรียนโดฃยชุดอะไรก็ได้ โดยเฉพาะในระดับ high school หรือ University ซึ่งรายการนี้มีหลายประเทศทั่วโลก วิชาที่ต้องเรียน และวิชาที่ต้องเรียน ทุนการศึกษาไทยกับต่างประเทศ ข้อนี้เหมือนกันค่ะ ทั้งการศึกษาไทย และ การศึกษาต่างประเทศ ใช้วิชาเรียนที่เหมือนกัน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาวิทยาศาสตร์ ก็มีสอนแทบทุกประเทศในมุมโลก แต่จะมีความแตกต่างเรื่องวิชาภาษาไทยในต่างประเทศ บางโรงเรียนอาจไม่มีการเรียนการสอนในภาควิชานี้ มีรูปแบบการเรียนทุนการศึกษาความแตกต่างระหว่างการศึกษาไทยกับต่างประเทศ เรื่องทุนการศึกษา ในประเทศไทย ส่วนใหญ่
-
Google Scholar
google scholar เครื่องมือสุดเจ๋งสำหรับงานวิจัย